Category

บทความ

10 Health Tips

  1. สำรองผลไม้ในตู้เย็นผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้มแอปเปิ้ล ซึ่งนอกจาก จะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้วการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วยนะ
  2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลด แบคทีเรียในช่องปากได้เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุ ของ ฟันผุส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้
  3. ดื่มน้ำมากขึ้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ เกือบ 50 %เชียวล่ะ
  4. เปลือยเท้าคลายเครียดการย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
  5. รับแสงแดดอ่อน ๆมีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดดเนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกายแต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อน ๆในช่วงเย็นจะดีกว่า
  6. หันมารับประทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะสำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลตซึ่งเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมาทาน ขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่นรับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชาแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ
  7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่าหรืออาหารเมนูปลา รวมทั้ง เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นมถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้
  8. เดินไวไว ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ลองใช้วิธีเดินให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้ายหรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้ วันละ 20 นาทีจะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงและยังทำให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม
  9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิดไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลนอาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมัน โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้ พลังงานทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย
  10. Just Do Nothing ลองหยุดภารกิจวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมงให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพังจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจอาจจะฟังเพลง เงียบ ๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่น ๆแล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อย ๆ จิบน้ำชา ชมดอกไม้เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่นและมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกล จากโรคความรีบร้อนอันหมายถึง โรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง

ข้อมูลดีๆจาก : www.thaihealth.or.th

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพ

การตรวจเช็คสุขภาพ”  เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุขภาพที่สำคัญสำหรับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่   และก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะสำหรับผู้รักสุขภาพเพียงเท่านั้น  แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ
การตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราได้รับรู้ถึงสภาพที่แท้จริงของร่างกาย  แต่การตรวจเช็คสุขภาพ  มักถูกมองข้ามไป  ด้วยเหตุเพราะคนจำนวนไม่น้อยมีคามคิดว่า  “เมื่อร่างกายยังสบายดีอยู่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องไปพบแพทย์หรือไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกาย

คนส่วนใหญ่จึงมักไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายแล้ว  ซึ่งบางครั้งก็อาจจะสายเกินไปสำหรับการเยียวยารักษากับโรคบางโรคที่จะแสดงอาการออกมาต่อเมื่ออยู่ในระยะสุดท้ายหรือระยะที่ค่อนข้างหนักแล้ว
ร่างกายของคนเราถูกใช้งานคล้าย ๆ กับเครื่องจักรที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา  แต่เครื่องจักรยังมีช่วงเวลาได้หยุดพัก  หยุดซ่อมบำรุงรักษา  แต่ร่างกายของคนเรา  โดยเฉพาะอวัยวะบางอย่างไม่เคยมีช่วงเวลาได้หยุดพักนับตั้งแต่เกิดจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเวลาผ่านไป  ร่างกายหรืออวัยวะจะต้องมีความเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา  ถ้าเป็นเครื่องจักร       เมื่อเสื่อมก็ซ่อม  เมื่อเสียก็เปลี่ยนอะไหล่สำรอง  ฉะนั้น  เราจึงควรประคับประคองมิให้อวัยวะหรือร่างกายเสื่อมเร็วกว่า      ที่ควรจะเป็น  และหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เราสามารถล่วงรู้ได้เท่าทันกับความเสื่อมหรือความเปลี่ยนแปลง  ทั้งที่เกิดขึ้นตามกาลเวลาและเกิดขึ้นมาจากการกระทำนั่นก็คือ  การตรวจสุขภาพ

ทำไมเราจึงต้องตรวจสุขภาพ
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปี ขอพูดถึงเรื่องความสำคัญของการตรวจสุขภาพกันเสียก่อน  เพราะใดที่ยังไม่เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพ  ก็ย่อมไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจสุขภาพ  และยิ่งเป็นการตรวจประจำทุกปีทุกปีด้วยแล้ว  คงจะมีแต่เครื่องหมายคำถามอยู่เต็มไปหมดว่า…
“ทำไมต้องไป…”
“ทำไมต้องตรวจ…”
“ทำไมต้องรู้…”
“ยังแข็งแรงดี…จะไปหาหมอทำไม”
“นี่..ตั้งแต่เกิดมา  นอกจากเป็นหวัดแล้วก็ยังไม่เคยป่วยเป็นอะไร แล้วทำไมต้องไปตรวจ…”

“ฉันอยู่มาจนป่านนี้  ไม่เห็นเคยเป็นอะไร  เอาไว้ป่วยเมื่อไหร่ค่อยไปตรวจละกัน”จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง…หากคุณมองข้ามการดูแลสุขภาพและการตรวจเช็คสุขภาพ
เมื่ออายุมากขึ้น  คุณอาจจะมีความเสี่ยงต่อการ…
–  เป็นโรคเรื้อรัง
–  มีภาวการณ์ด้านสุขภาพหลายๆ อาการเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน  เช่น  ภาวะความดัน     โลหิตสูง, ปวดข้อ, ปวดกระดูก ฯลฯ  ทั้งนี้  โรคที่เกิดขึ้นนั้นมักจะมีสาเหตุมาจากการเสื่อมของอวัยวะ  และมักเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายๆ โรค

เตรียมตัวก่อนไปตรวจสุขภาพ
การตรวจสุขภาพประจำปี  โดยทั่วไปแล้วจะต้องมีการเจาะเลือด  เพื่อนำไปวิเคราะห์การทำงานของ อวัยวะต่างๆ  ในร่างกาย  ซึ่งการวิเคราะห์บางอย่างมีความจำเป็นที่จะต้องให้ท่านงดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย    8  ชั่วโมง  จึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง  เพื่อนำไปแปรผลการวิเคราะห์  เช่น น้ำตาลในเลือด  ค่าปกติจะอยู่ในระดับ  80-100  mg%  ถ้าไม่ได้งดน้ำและอาหารมาก่อน  หรือรับประทานอาหารก่อนมาตรวจร่างกายก็จะทำให้ค่าของระดับน้ำตาลที่ตรวจได้นั้นสูงพอๆกับผู้ป่วยเบาหวาน  ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้เป็นเบาหวาน  นอกจากนี้ การตรวจพิเศษบางอย่าง  เช่น การเอ็กซเรย์กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น  ซึ่งจะต้องมีการกลืนแป้งแบเรี่ยมเข้าไป  หรือการเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย  ที่ต้องการใช้สวนแป้งแบเรี่ยมเข้าทางทวารหนัก  ถือเป็นการตรวจที่จำเป็นต้องให้ ผู้เข้ารับการตรวจงดน้ำและอาหาร  และต้องสวนอุจจาระทิ้งก่อนตรวจ  เพื่อจะให้ผลการเอ็กซเรย์ชัดเจน  และนำมาแปรผลวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ฉะนั้น  วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเตรียมตัวไปตรวจสุขภาพประจำปีก็คือ  การสอบถามเจ้าหน้าที่พยาบาลถึงโปรแกรมการตรวจสุขภาพของคุณว่า  มีรายละเอียดอย่างไรและจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างสำหรับการไปตรวจ  ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและเพื่อให้ผลการตรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ถนอมดวงตาด้วย 8 วิธีง่ายๆ

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการมองเห็น และการรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลก ดวงตานั้นมีความอ่อนโยน และบอบบาง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดูแลรักษาเป็นพิเศษ วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำวิธีการถนอมดวงตาแบบง่าย ๆ มาให้ลองปฏิบัติกัน

  1. ควรใช้สายตาที่มีแสงสว่างเพียงพอและหลีกเลียงการเพ่งมองเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดตาได้
  2. ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่อยู่ในที่มีแสงจ้า
  3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกขยี้ตา หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจจะมีเครื่องสำอางที่ ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้า มาทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้
  4. กรณีที่ใช้สายตานาน ๆ เช่น อ่านหนังสือ ก็ควรหาช่วงพักผ่อนสายตา ด้วยการทอดสายตาออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้สีเขียวบ้าง
  5. การนอนอย่างเพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการพักผ่อนสายตาที่ดี
  6. การแต่งหน้าอาจทำให้เกิดถุงใต้ตา และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เนื่องจากเนื้อครีมเข้มข้นอาจใช้แรงกดในการทา ซึ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวหน้าและผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ ต้องมีเนื้อครีมที่บางเบา ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง
  7. ถ้าดวงตาเกิดอาการบวมแดงหรือดูอิดโรยไม่สดใส ให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง มาวางไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
  8. บริหารดวงตา โดยการกรอกลูกตาไปมาเป็นวงกลม เริ่มจากตามเข็มนาฬิกาครบหนึ่งรอบ แล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ กัน วันละ 2-3 ครั้ง หรือนอนหงายหรือนั่งหลับตาสักพัก แล้วใช้แตงกวาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาแปะไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้น