Category

แม่และเด็ก

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

  • การดูแลประจำวัน

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    การอาบน้ำ :

    อาบด้วยน้ำอุ่น ควรอาบเสร็จภายใน 5-7นาที ในที่ลมไม่โกรก อาบวันละ 2 ครั้ง และสระผมวันละครั้ง ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นม

    การขับถ่าย :

    การถ่ายปัสาวะ หลังถ่ายให้เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง ถ้าปล่อยไว้นานทารกจะตัวเย็น การถ่ายอุจจาระ ทารกที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อย มีสีเหลือง จะมีเม็ดเล็กๆคล้ายเม็ดมะเขือ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง การทำความสะอาดก้น เช็ดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดจากบนลงล่าง ห้ามเช็ดกลับไปกลับมา

    การดูแลสะดือทารก :

    สะดือจะหลุดภายใน 7 – 14 วัน ดูแลให้โคนสะดือ และสะดือ แห้ง เสมอ เช็ดด้วยไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์ วันละ 3 ครั้ง เมื่อสะดือใกล้จะหลุดจะมีเลือดออก ห้ามใช้แป้งและยาโรยสะดือ

    การให้นมบุตร :

    ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2 ชั่วโมง ไม่ต้องให้น้ำตาม เพราะนมแม่มีน้ำเพียงพอ ดูการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

    การทำความสะอาดเสื้อ ผ้าอ้อม :

    ซักด้วยสบู่เ็ด็ก หรือน้ำยาซักผ้าเด็ก ควรแยกซักจากของผู้ใหญ่

  • ภาวะปกติในทารกแรกเกิด

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    การสะดุ้งหรือผวา : เวลามีเสียงดัง หรือเวลาสัมผัส แสดงถึงระบบประสาทที่ปกติ จะพบได้ในทารกที่นอนหลับสนิท และจะพบได้จนอายุ 6 เดือน

    การบิดตัว : ทารกคลอดครบกำหนด มีการเคลื่อนไหวเวลานอนคล้ายผู้ใหญ่บิดขี้เกียจ ทารกจะยกแขนเหนือศีรษะ งอเข่า ตะโพก และข้อเข่า และบิดตัว พบได้ในทารกที่ปกติ ไม่ใช่เกิดจากการชักบิดผ้าอ้อม

    การสะอึก : เกิดจากทารกดูดนมมาก และเร็ว ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ ดันกระบังลม ทำให้สะอึก วิธีแก้ไข โดยไล่ลมในท่านั่ง หรืออุ้มพาดบ่า นาน 5 -5 10 นาที

    การแหวะนม : ทารกแรกเกิด หูรูดกระเพาะอาหารยังทำงานได้ไม่ดี เมื่อดูดนมและดูดกลืนอากาศเข้าไป ทำให้แหวะนมหลังให้นม
    วิธีแก้ ไล่ลมบ่อยระหว่างให้นมลูก โดยอุ้มให้นั่งหรือ อุ้มพาดบ่าหลังให้นม หรือให้นอนศีรษะสูงเล็กน้อย และนอนตะแคงขวานาน ครึ่งชั่วโมง

    ผิวหนังลอก : จะเกิดขึ้นหลังอายุ 1 – 2 วัน จะหายไปราว 2 – 3 วันโดยไม่ต้องให้การรักษา

    ลิ้นขาว : ให้มารดาใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก พันนิ้วก้อยให้แน่น เช็ดลิ้นทารกวันละครั้ง ห้ามใช้ผ้าอ้อมเปื้อนปัสสาวะเช็ดลิ้น

    มีมูกหรือเลือดออกทางช่องคลอด : จะออกใน 3 – 5 วันหลังคลอด และหายไปภายในสองสัปดาห์ เกิดจาก ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากแม่ ที่ผ่านไปยังทารก เมื่ออยู่ในครรภ์ และระดับฮอร์โมนลดลงหลังคลอด

    ผื่นผ้าอ้อม : ผิวหนังมีสีแดงหรือตุ่มหนองเล็กๆ เกิดจากการระคายเคือง จากสิ่งของที่มาสัมผัส เช่น ความชื้นจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระนานเกินไป หรือการคั่งค้างของน้ำยาซักผ้าอ้อม การป้องกัน ดูแลให้ผิวหนังแห้ง อย่าปล่อยให้แช่ปัสสาวะ อุจจาระ ต้องล้างแล้วเช็ดให้แห้งและเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที

    การมีจุดขนาดเล็กสีขาวนวล : บริเวณจมูก ริมฝีปากและแก้ม จะหายไปเองหลังคลอด 1 – 2 สัปดาห์

    การถ่ายอุจจาระบ่อย : ทารกแรกเกิดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อาจถ่ายอุจจาระบ่อย กะปริดระปรอย อาจถ่ายอุจจาระได้ถึง 10 – 20 ครั้งต่อวัน เพราะน้ำนมแม่ ย่อยง่ายและมีน้ำนม หลืองเจือปน ซึ่งจะช่วยระบายท้อง

    การไม่ถ่ายอุจจาระทุกวัน : ภายหลังคลอด4สัปดาห์ น้ำนมแม่จะเป็นน้ำนมแท้ ไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน เนื่องจากนมแม้ย่อยง่าย ทำให้เหลือกากน้อย ทารกที่ดูดนมแม่อาจไม่ถ่ายทุกวัน

    ท้องผูก : หมายถึงการถ่ายอุจจาระเป็นก้อนแข็งทั้งกอง อาการท้องผูกพบบ่อยในทารก ที่เลี้ยงด้วยนมผสม และชงนมไม่ถูกสัดส่วน อาจจางหรือข้นเกินไป หรือให้นมไม่เหมาะสมกับวัย เช่นให้นมสำหรับเด็กโตแก่ทารก

  • อาการผิดปกติที่ต้องพบแพทย์

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    ไข้สูง

    อาเจียนทุกครั้งหลังกินนม

    ท้องอืด

    ท้องเสียบ่อย

    ซึมดูดนมน้อยลง

    ซีด

    ตัวเหลือง ตาเหลือง

    สะดืออักเสบบวมแดง มีหนองออกจากโคนสะดือ

    ชักเกร็ง

  • พัฒนาการลูกน้อย

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    ทารกแรกเกิด 1 เดือน
    ช่วงเดือนแรกของชีวิตทารกส่วนใหญ่จะกำมือแน่น เมื่อจับนอนคว่ำ ทารกสามารถหันศีรษะไปด้านใด ด้านหนึ่งได้ และจะอยู่ในท่างอแขนขา ลำตัว

    การควบคุมศีรษะยังไม่ดีพอ เมื่อจับทารกหงายแล้ว ยกแขนขึ้นศีรษะจะตกไปด้านหลัง

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้ลูกน้อยนอนคว่ำบนที่นอนที่ไม่นุ่มจนเกินไป เพื่อให้ลูกให้ฝึกชันคอ

    ทารกแรกเกิด 2 เดือน
    ทารกเริ่มคลายมือที่กำลัง พยายามยกแขน ไหล่เพื่อจับสิ่งของ ยกศีรษะขึ้นเมื่อจับให้นอนคว่ำและตัวงอ เมื่อนอนคว่ำและทรงตัวให้ศีรษะชันคออยู่ได้ไม่นาน

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    เพื่อให้ลูกนอนคว่ำบนที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป เพื่อให้ลูกได้ฝึกชันคอ และอุ้มพาดบ่าเพื่อให้ลูกได้ฝึกชูคอ ขึ้นมองสิ่งต่างๆ

    ทารกแรกเกิด 3 เดือน
    ระยะนี้กล้ามเนื้อของทารกจะพัฒนาขึ้น เขาหรือเธอจะชอบให้จับอุ้มนั่งหรือพาดบ่านาน ๆ เริ่มมีการ เคลื่อนไหวร่างกายโดยการพยายามชันคอและจะสามารถประคองได้ 45 องศา

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้ลูกนอนบนที่นอนที่ไม่นุ่มจนเกินไปหรือพื้นราบเพื่อให้หัดพลิกคว่ำอย่างปลอดภัย โดยมีคุณดูแล อย่างใกล้ชิดและควรจะอุ้มเด็กหันหน้าออก และเล่นกับลูกโดยชูของเล่นให้คว้า

    ทารกแรกเกิด 4 เดือน
    เริ่มมีการเคลื่อนไหว มีการตอบสนองทางด้านร่างกายมากขึ้น สามารถคว่ำยกศีรษะขึ้นสูง และชันคอได้ 90 องศา โดยใช้แขนยันตัวขึ้น ยกศีรษะตั้งตรงได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    เล่นกับลูกโดยพยายามให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยการหยิบหรือคว้าจับ และก็ยังคงให้แกนอนเพื่อ ฝึกให้ชันคอ โดยต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย

    ทารกแรกเกิด 5 เดือน
    สามารถนั่งได้เมื่อพยุงเล็กน้อย ช่วงนี้จะเริ่มคืบ พลิกคว่ำพลิกหงายได้ ชันคอได้เมื่ออุ้มนั่งตัก หันศีรษะ ไปข้าง ๆ ได้ ในวัยนี้ ทารกจะเริ่มมีการพลิกคว่ำได้แล้ว มีการนอนหมุนตัวไปรอบ ๆ

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ต้องคอยระมัดระวัง อุบัติเหตุตกเตียง ตกเบาะ พยายามจัดสถานที่โล่ง กว้างปลอดภัยให้เด็กคืบ และหาของเล่นสีสด ๆ ชิ้นใหญ่ที่มีเสียงให้เด็กหยิบจับและคืบเข้าไปหา

    ทารกแรกเกิด 6 เดือน
    สามารถนั่งเองโดยใช้แขนยันตัวไว้ กลิ้งพลิกคว่ำหงายเองได้ เมื่อวางสิ่งของห่าง 6 นิ้ว มองตาม 180 องศา ใช้นิ้วจับของได้แต่ไม่ถนัด และเปลี่ยนมือได้สามารถมองเห็นได้ใกล้และไกล ทั้งสองตา ประสานกันได้ดี

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    จับลูกให้อยู่ในท่านั่ง และหาหมอนหรือที่นอนไว้รองรอบข้างตัว เพื่อไม่ให้ลูกล้มและเป็นอันตรายได้ เพราะช่วงนี้เด็กยังนั่งเองไม่ได้นาน

    ทารกแรกเกิด 7 เดือน
    นั่งได้ดีขึ้น คลานได้ มองตามสิ่งของหรือวัตถุได้ดีขึ้น หากคุณจับยืนจะลงน้ำหนักทั้ง 2 ข้าง ใช้นิ้วหยิบหรือเปลี่ยนจับสิ่งของได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    อุ้มให้น้อยลง พยายามให้ลูกนั่งเล่นเอง โดยคุณดูแลอย่างใกล้ชิด หัดให้หยิบของหรือถ้วยหัดดื่มเองเพื่อ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ด้วย

    ทารกแรกเกิด 8 เดือน
    ลุกจากท่านอนได้ นั่งเองได้นาน จับถือขวดนมได้ เมื่อเอาขวดนมใส่ปาก และหยิบขนมปังทานได้ ช่วงนี้แกจะคลานได้เร็วขึ้น

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเด็กเคลื่อนไหวได้แล้ว และในช่วงนี้คุณควรหัดให้เกาะยืน โดยดูแลอย่าง ใกล้ชิด

    ทารกแรกเกิด 9 – 10 เดือน
    นั่งได้มั่นคง คลาน และเกาะยืนได้ ยืนท่าเท้ากาง ขากาง หัวไหล่งุ้มลง เท้ารับน้ำหนักได้ และสามารถหยิบจับสิ่งของเล็กได้โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    หัดให้ถือช้อน ถ้วยน้ำเอง จัดสถานที่และบริเวณให้เด็กได้คลานและหัดเกาะยืนเอง

    ทารกแรกเกิด 11 – 12 เดือน
    ยืนเองได้ชั่วคราว เกาะยืน ก้าวขา 2 ก้าว การใช้ตาและมือ สามารถใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบของเล็ก ๆ ได้ถนัด หยิบของใส่ถ้วยหรือกล่อง

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้โอกาสลูกหัดยืนและเดินในที่โล่งกว้าง และหัดให้ลูกหัดหยิบของกินเอง เช่น มะละกอสุก หรือมันต้ม

  • การทำความสะอาดช่องปากทารก

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    สำหรับการเลี้ยงลูกนั้น นมแม่จะมีผลดีต่อสุขภาพในช่องปากของทารก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะน้อยกว่าการเลี้ยงด้วยนมขวด แต่หากจำเป็น ต้องเลี้ยงด้วยนมขวด ควรปฏิบัติดังนี้

    1 ให้ทารกดูดน้ำตามหลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง

    2 ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลาม อย่างรวดเร็ว

    การทำความช่องปากทารก

    ทารกอายุ 6 – 7 เดือน ฟันหน้าเริ่มขึ้น ควรใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้วชุบ น้ำต้มสุกเช็ดเหงือกและฟัน เช้า – เย็น เพื่อทำความสะอาดและเป็นการฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการทำความสะอาดช่องปาก ต่อไปเด็กจะยอมรับการ แปรงฟันได้ดี เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป อาจให้รับประทานฟลูออไรด์เสริมเพื่อ ให้ฟันแข็งแรง แต่จะต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์เท่านั้น เด็กวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม แปรงฟันให้เด็ก โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน

  • ข้อแนะนำมารดา

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    1. การให้นมบุตร……อายุ 2 อาทิตย์แรก ให้กินบ่อยตามความต้องการ กรณีกินนมมารดา แต่ถ้ากินนมผงให้กินทุก 3-4 ชั่วโมง อาทิตย์ที่ 2-4 ให้กินนม ทุก 3-4 ชั่วโมง ทั้งนมมารดาและนมผง

    2. การนอนคว่ำ………บุตรสามารถนอนคว่ำได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ถ้าเพิ่งกินนมเสร็จควรให้นอนหัวสูงประมาณ 1/2-1 ชั่วโมงแล้วค่อยให้นอนคว่ำ โดยที่นอนจะต้องแข็งพอสมควรเพื่อไม่ให้กดจมูกของลูก

    3. ตัวเหลือง…………
    ลูกสามารถมีตัวเหลืองได้ในช่วงแรกเกิด โดยจะเริ่มเหลืองจากหน้าไล่ลงไปถึงเท้าการตัวเหลืองผิดปกตินั้น ถ้า

    1. อาทิตย์แรก เหลืองบริเวณต้นขาและปลายเท้า

    2. อาทิตย์ที่สอง เหลืองบริเวณยอดอก

    3. อาทิตย์ที่สาม มีหน้าเหลืองมากควรพบแพทย์

    4. ผื่น… แรกเกิดถึง 6 เดือน สามารถมีผื่นขึ้นง่าย เนื่องจากผิวหนังลูกที่ไม่แข็งแรง ดังนั้นถ้ามีผื่นขึ้นเป็นๆ หายๆ ใน 1/2 วันยังไม่หายต้องรักษา แต่ถ้ามีผื่นลามขึ้นและไม่หาย 1-2 วัน ถือว่าผิดปกติควรมาพบแพทย์

    5. การเช็ดตา…… ควรใช้สำลีแห้งชุบน้ำอุ่นเล็กน้อย ซับที่หัวตาก็พอ ไม่ควรเช็ดปาดทั้งตา

    6. การเช็ดสะดือ….เช็ดด้วยแอลกอฮอล 70 เปอร์เซ็นต์ ควรดึงสะดือเบาๆแล้วเช็ดในโคนสะดือทุกครั้งเมื่อ เห็นสะดือแฉะ การเช็ดรอบสะดือควรเช็ด วันละ 1-2 ครั้งก็พอเพราะถ้าเช็ดมากจะทำให้ผิวแห้ง

    7. การถ่ายอุจจาระ….. เด็กแรกเกิดช่วง 1-2 สัปดาห์ อาจถ่ายได้ถึง 10 ครั้ง/วัน โดยอุจจาระต้องเหลวหรือคล้ายดอกผักกาด และพออายุ 3-4 สัปดาห์ จะถ่ายอุจจาระลดลงเนื่องจากการดูดซึมลำไส้ดีขึ้น ในบางรายถ่ายวันเว้นวันก็ได้ ( แต่ลักษณะอุจจาระต้องไม่แข็งหรือมีเลือดออกตามมา ) 1-2 เดือนแรก การกินน้ำมากๆ ไม่ได้ช่วยให้ถ่ายเหลวขึ้นกลับทำให้ถ่ายแข็ง หรือไม่ถ่ายอุจจาระถ้าบุตรถ่ายแข็งมากควรปรึกษาแพทย

    8. การขลิบหนังหุ้มปลาย….. ในทารกเพศชายปกติไม่จำเป็น เพราะเสี่ยงกับการติดเชื้อหรือถ้าขลิบไม่ดี จะทำให้จะทำให้อวัยวะเพศชายถูกดึงรั้งได้ ทางการแพทย์จะขลิบกรณีเดียว คือผู้ป่วยปัสสาวะลำบาก

ติดต่อสอบถาม หรือตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับการดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด
ได้ที่นี่ค่ะ http://www.ubonrak.co.th/ask-question/

แกลเลอรรี่

811 total views, no views today

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ทารกคลอดก่อนกำหนด (preterm) กับปัญหาที่พบบ่อย

โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

จากคำนิยามของ preterm ทางการแพทย์ หมายถึงทารกที่มีอายุครรภ์ < 37 สัปดาห์ ซึ่งส่วนมากมักจะมีน้ำหนักแรกเกิด < 2500 gm. ซึ่งถ้า น้ำหนักยิ่งน้อยมาก ยิ่งมีโรคแทรกซ้อนมากและโอกาสเสียชีวิตก็จะมีสูงมาก แต่น่ายินดีที่ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตของ preterm ลดลงมาก เนื่องจากการใช้สาร glucocorticoid ให้กับมารดาที่เจ็บครรภ์ก่อนกำหนด อีกทั้งมีความเข้าใจในการดูแลรักษา preterm เพิ่มขึ้นมาก

ทารกคลอดก่อนกำหนดจะเสียเปรียบเด็กคลอดครบกำหนดมาก เนื่องจากอวัยวะทุกอย่างไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้งานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงภูมิคุ้มกันการติดเชื้อจากมารดาที่จะส่งผ่านรกจะมาก ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 32-36 อาทิตย์ ทำให้ preterm ที่คลอดอายุครรภ์น้อย ๆ มีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นไปอีก สำหรับปัญหาที่มักพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดมีดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิ

เนื่อง จากทารกมีการสูญเสียความร้อนออกมาทางผิวหนัง และถ้าเทียบพื้นที่ของผิวหนังกับน้ำหนักตัวพบว่า ยิ่ง ทารกน้ำหนักตัวยิ่งน้อยพื้นที่ผิวหนังเทียบสัดส่วนกับน้ำหนักตัวยิ่งมากดัง นั้นทำให้สูญเสียความร้อนเพิ่มขึ้นมาก และอีกทั้งทารกคลอดก่อนกำหนดมีจำนวนไขมันทีให้พลังงานความร้อนในตัวเองไม่ มาก จึงทำให้มีโอกาสตัวเย็นได้ง่าย ดังนั้นเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดที่ น.น< 1800 gm จึง มักต้องอยู่ในตู้อบเพื่อควบคุมอุณหภูมิ

2. ปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ

โดยปรกติทารกแรกเกิดถ้าคลอดก่อนกำหนดบางรายศุนย์กระตุ้นหายใจไม่ทำ งานทำให้มีการหยุดหายใจได้ ซึ่งจะต้องได้รับยากระตุ้นให้หายใจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องปอดที่ยังไม่เจริญสมบูรณ์ ทำให้เกิดโรคระบบหายใจวายได้ง่าย

3. ปัญหา การติดเชื้อ

ซึ่งปรกติทางรกคลอดก่อนกำหนดระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ เม็ดเลือดขาว ระบบอิมมูนในร่างกาย อีกทั้งผิวหนังจะบางมากทำให้เชื้อโรคแทรกตัวเข้าในผิวหนังได้ง่าย จึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย และมักเป็นอาการรุนแรงมากกว่าเด็กทารกที่ครบกำหนด

4. ระบบ หัวใจ

เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณใกล้หัวใจ (PDA) ยังจะไม่ปิดสนิท ซึ่งถ้าหลังคลอดแล้วเส้นเลือดยังไม่สามารถเปิดขึ้นมาใหม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกมีหัวใจวายได้ง่ายซึ่งอาจรุนแรงจนต้องผ่าตัด เพื่อปิดเส้นเลือดดังกล่าว

5. ปัญหาการให้ออกซิเจน

ปกติออกซิเจนที่ให้กับทารกสามารถทำปฏิกิริยาเกิดสารซุปเปอร์ออกไซด์ ซึ่งมีพิษต่อเนื้อ ปอด และ จอประสาทตาของทารกคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง (BPD) หรือประสาทตาผิดปรกติ (ROP)

6. ปัญหาเลือดออกในช่องสมอง

ซึ่งพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดที่น้ำหนักตัวน้อย ยังน้ำหนักตัวเองน้อยยังมีโอกาสเกิดมากขึ้น ซึ่งบางรายอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้

7. ปัญหาทางโภชนาการ และการกิน

เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสที่ลำไส้เน่า (NEC) ได้สูงจากสาเหตุ 3 ปัจจัย คือ

7.1 ภาวะลำไส้ขาดเลือด

7.2 นมที่กิน

7.3 การติดเชื้อ

อีกทั้งลำไส้ทารกถือเป็นส่วน ที่ยาวมากที่ยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นการปรับตัวของลำไส้มักจะต้องใช้เวลา มากจึงค่อย ๆ ให้อาหารทารกอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ NEC ที่จะเกิดขึ้น เห็นไหมครับว่าทารกคลอดก่อนกำหนดจะมีข้อแทรกซ้อนอย่างมากใน การดูและ ทางที่ดีคุณแม่ขณะตั้งครรภ์บุตรช่วง 1-2 เดือนสุดท้าย ควรระมัดระวังภาวะหรืออาการผิดปรกติทุกอย่างที่จะ กระตุ้นให้มีการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาสูติแพทย์จะดีที่สุดครับ

โปรดติดตามคอนเทนต์ดีดี บทความเพื่อสุขภาพ จากโรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี ได้ที่ http://www.ubonrak.co.th/health-articles/

1,232 total views, 1 views today

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

การรักษาภาวะมีบุตรยากทำได้อย่างไร?
การรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคู่สมรส ขึ้นกับสาเหตุหรือความผิดปกติที่ตรวจพบ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

  • มีความผิดปกติของท่อนำไข่ รักษาโดย การผ่าตัดแก้ไข
  • รังไข่ทำงานผิดปกติ รักษาโดยการชักนำให้ไข่ตก
  • โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ รักษาโดยผ่าตัดแบบประคับประคอง ร่วมกับการรักษาด้วยฮอร์โมนรังไข่
  • ความผิดปกติของอสุจิ รักษาโดย ยาบำรุง ฮอร์โมน การฉีดเชื้ออสุจิ

 

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ( Assisted  Reproductive Technology : ART )
เป็นกระบวนการที่มีการเก็บไข่ออกจากรังไข่เพื่อใช้ในการปฏิสนธิ ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ประกอบด้วย

  • การฉีดเชื้ออสุจิ ( Intrauterine Insemination : IUI ) โดยการฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการเตรียมทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้ตัวอสุจิที่แข็งแรง แล้วฉีดเข้าในโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก

 

 การปฏิสนธินอกร่างกาย
การทำเด็กหลอดแก้ว ( In Vitro Fertilization : IVF )   คือการเก็บเอาไข่ออกมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการจนได้ตัวอ่อน แล้วจึงย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกทางช่องคลอด

  • กิฟท์ ( Gamete Intrafallopian Tranfer : GIFT ) คือการเก็บเอาไข่ออกมาผสมกับอสุจิแล้วใส่กลับเข้าไปไว้ที่ท่อนำไข่
  • อิ๊กซี่ ( Intracytoplastic Sperm Injection : ICSI )   คือวิธีการช่วยปฏิสนธิโดยการฉีดอสุจิที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงตัวเดียวเข้าไปในไข่โดยตรง
  • เทเซ่   ( Testicular Sperm Extraction : TESE ) คือวิธีการตัดชิ้นเนื้อจากบริเวณอัณฑะ เพื่อให้ได้มาซึ่งอสุจิ
  • Blastocyst culture  คือการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องทดลองจนถึงระยะบลาสโตซีสท์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 วัน แล้วจึงย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกทางช่องคลอด

 

 อัตราการตั้งครรภ์จากการรักษามีมากน้อยเพียงใด?

ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง สาเหตุของการมีบุตร โดยเฉลี่ยอัตราการตั้งครรภ์จากการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ประมาณ 30 – 40 %

 ใหม่ล่าสุด เทคโนโลยีการทำ IVM

คือ การเก็บไข่ที่ยังไม่โตเต็มที่จากรังไข่ แล้วนำมาเลี้ยงในห้องทดลองจนโตเต็มที่ ก่อนที่จะทำการผสมกับเชื้ออสุจิจนมีการปฏิสนธิที่สมบูรณ์ แล้วจึงย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก และทำการตรวจการตั้งครรภ์ภายหลัง

 โอกาสของการตั้งครรภ์จากการทำ IVM

ผลสำเร็จของการตั้งครรภ์จากการทำ IVM อยู่ที่ร้อยละ 25-30 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับการทำ IVF (ประมาณ 40%) แต่มีข้อดีคือเป็นวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดและมีความปลอดภัยสูง ช่วยให้คุณผู้หญิงไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องฉีดฮอร์โมน ที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

 

สอบถามได้เลยค่ะ
Loading...