Category

บทความเพื่อสุขภาพ

ศัพท์เทคนิคในโปรแกรมตรวจสุขภาพ

ลุง : ทำไมไปโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่เว้นแต่คุณหมอ พูดถึงแต่ “วัดไวท่อนทราย” วัดนี้มีพระดีรึแม่หนู

พยาบาล : …???
การวัด Vital Sign คือ กรตรวจวัดสัญญาณชีพ หรือสัญาณที่บ่งบอกถึงการมีชีวิต เป็นอาการที่แสดงให้เห็นถึงความปกติ หรือผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 ตัว

1. ชีพจร แสดงถึง อัตราการเต้นของหัวใจ (Pulse/Pulse Rate ย่อ P หรือ PR)
2. ความดันโลหิต (Blood Pressure ย่อ BP)
3. การหายใจ ( Respiratory Rate)
4. อุณหภูมิ( Body Temperature ย่อ T)

ถาม : การวัดส่วนสูงและน้ำหนักมีความจำเป็นหรือไม่เมื่อมาตรวจสุขภาพ

ตอบ : มีความจำเป็น เนื่องจาก น้ำหนัก และส่วนสูงใช้คำนวณ Body Mass Index (BMI) ค่าความหนาของร่างกาย ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนหรือผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งคำนวณได้จาก การใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และหารด้วยส่วนสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ดังสูตรต่อไปนี้

สูตรคำนวณหาดัชนีมวลกาย
ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)
ส่วนสูง (เมตร)2

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม และสูง 160 ซม.
ดัชนีมวลกาย (BMI) = 65
(1.60)2
ดัชนีมวลกาย (BMI) = 20.31

เรื่องศัพท์เทคนิคในโปรแกรมตรวจสุขภาพที่พบได้บ่อย

สามารถดูรายละเอียด รายการตรวจสุขภาพประจำปี 29 ข้อ ได้ที่ http://www.ubonrak.co.th/portfolio/29-annual-health-check-ups/

คำแนะนำเพื่อเตรียมตรวจสุขภาพ

ขั้นตอนการเตรียมตัวและการปฏิบัติตัวในการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี

1. งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ หากกระหายน้ำหรือหิวน้ำมาก ให้จิบน้ำเปล่าเล็กน้อย
2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันเข้าตรวจร่างกาย
3. ผู้รับการตรวจที่เป็นสุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจฯระหว่างมีประจำเดือน ควรตรวจหลังหมดประจำเดือนอย่างน้อย 7 วัน
4. ควรใส่เสื้อผ้าที่พับแขนเสื้อขึ้นได้สะดวกไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด
5. กรณีมีรายการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบนต้องงดอาหารต่อ เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยมีประสิทธิภาพ
6. หลังจากเจาะเลือดและตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบนแล้วสามารถรับประทานอาหารได้
7. กรณีมีตรวจหัวใจแบบวิ่งสายพาน ควรเตรียมรองเท้าผ้าใบ และชุดกีฬามาด้วย เพื่อความสะดวกในการวิ่งสายพาน
8. การเก็บปัสสาวะ ให้ปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง(midstream urine) สุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ไม่ควรตรวจ หรือถ้าต้องตรวจควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ
9. สตรีที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ควรงดตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก(สามารถตรวจอัลตร้าซาวด์ได้) และมะเร็งปากมดลูก กรณีสงสัยตั้งครรภ์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ
10. หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อสอบถาม โทร 045-429100 ต่อ 1426-7 ต่อ 1426-7 (ศูนย์ตรวจสุขภาพ)

ด้วยความปารถนาดีจาก โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี
“บริการด้วยหัวใจ ดูแลใส่ใจดุจญาติสนิท”
Service by Heart Care as Our Family
โทร. 045 – 429100
เว็บไซต์ http://www.ubonrak.co.th
Line@ubonrak

ศัพท์เทคนิคในโปรแกรมตรวจสุขภาพ

ศัพท์เทคนิคในโปรแกรมตรวจสุขภาพ

ศัพท์เทคนิคในโปรแกรมตรวจสุขภาพ

40 total views, 3 views today

ฮ่องกงฟุต

ฮ่องกงฟุต

ฮ่องกงฟุต

ฮ่องกงฟุต

จากการติดตามข่าว ปฏิบัติการ ค้นหาชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่ จนมี แฮชแท็ก  #13ชีวิตต้องรอด  #คนแปลกหน้าที่อยาก

ถ้ำหลวง – วันที่ 30 มิ.ย. จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล กู้ภัย และอื่นๆ ที่ร่วมภารกิจปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กนักฟุตบอล และผู้ฝึกสอน 13 รวมชีวิต ที่ติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างแข็งขัน ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง จนกระทั่งช่วยชีวิตเด็กๆและโค้ชได้ รวมทั้งหมด 222 ชั่วโมง (10 วันเต็มๆ)

แง่มุมหนึ่งด้านสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานทีมค้นหา นอกจากร่างกายเหนื่อยล้า ขาดการพักผ่อน จะเห็นได้ว่าพื้นที่การปฏิบัติงานต้องลุยน้ำ ชื้นแฉะตลอดเวลา ประจวบกับสภาพอากาศที่ฝนตกเกือบทุกวัน  ปัญหาเล็กๆน้อยๆแต่อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่และยาวได้ในเรื่องสุขภาพ คือ น้ำกัดเท้า หรือโรคที่เราคุ้นเคย “ฮ่องกงฟุต”

มาทำความรู้จักกับ…ฮ่องกงฟุต คืออะไร?

ทำไมต้องชื่อ…ฮ่องกงฟุต ???

ชื่อ ” ฮ่องกงฟุต “มีที่มาจากที่อยู่ในกองทัพอังกฤษในฮ่องกง หลังจากชิง dynastychina สูญหายไปในสงครามฝิ่น ครั้งแรก พวกเขายกฮ่องกงให้อังกฤษ เมื่อพวกเขามาถึงฮ่องกง ซึ่งมีภูมิอากาศร้อนและชื้น พวกเขายังคงสวมใส่รองเท้าบูททหารไม่มีการระบายอากาศที่ดีส่งผลให้ทหารอังกฤษเป็นโรคผิวหนังที่ไม่รู้จักมาก่อน มีตุ่มเล็กๆมากมาย บวมแดง มี หนอง และคัน แพทย์ยุโรปไม่เคยเจอโรคแบบนี้จึงคิดว่ามันเป็นโรคระบาดที่ฮ่องกง เขาจึงเรียกว่า ” ฮ่องกงฟุต “

สาเหตุ

เป็นการติดเชื้อราที่เท้า เชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Trichophyton rubrum  มักจะเกิดที่ซอกนิ้ว หรือเท้า การแช่น้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวส่วนนั้นเปื่อย เชื้อราจึงเข้าไปที่ผิวบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดผื่น คัน มีกลิ่นเหม็น

มาทำความรู้จักเจ้าเชื้อรากันค่ะ

เชื้อรา (Fungus)

เชื้อรา (Fungus)

เชื้อรา (Fungus)มีกี่สายพันธุ์
เชื้อรา (Fungus)ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ โดยมีทั้งที่ให้คุณ และที่ให้โทษต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ สำหรับเชื้อราที่ก่อโรคในมนุษย์ได้นั้นมีอยู่ประมาณ 175 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ก่อโรคขึ้นต่ออวัยวะภายในโดยตรงเสีย 20 สายพันธุ์ ส่วนที่เหลือเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคขึ้นที่ผิวหนังโรคเชื้อรา (mycosis) จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น โรคไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดาย  เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าโรคเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นปัญหาตามมาภายหลังอีกมาก เช่น ความเรื้อรังและอาการรุนแรงของโรค หรือการรักษาซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน

โรคจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเชื้อราที่ผิวหนัง (กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต ลิ้นเป็นฝ้าขาว) หรือ ตกขาว แต่บางชนิดอาจเข้าไปทำให้มีการอักเสบในปอดหรือสมอง เป็นอันตรายถึงตายได้ ในปัจจุบันมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคฮ่องกงฟุต

การติดเชื้อราที่เท้ามักจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก สปอร์ของเชื้อราเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น สภาวะที่ต้องทำงานในน้ำ แอ่งน้ำขัง น้ำท่วม ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องน้ำ ดังนั้นการเดินเท้าเปล่าอาจจะทำให้เราได้รับติดเชื้อ

ปัจจัยที่ทำให้คนติดเชื้อราที่เท้าบ่อยได้แก่

  • มีโอกาสสัมผัสสปอร์ของเชื้อราได้บ่อยกว่าคนอื่น
  • ผิวหนังของคนนั้นสร้างกรดไขมันน้อยกว่าคนทั่วไป เช่น ผอม ผู้สูงอายุ
  • ใส่รองเท้าที่คับ และไม่ระบายอากาศ
  • ไม่ซักถุงเท้า หรือ รองเท้า
  • เป็นคนที่เหงื่อออกมาก
  • เป็นคนที่มีภูมิต่ำ เช่น รับประทานยาบางชนิดหรือเป็นโรค
  • เป็นโรคที่เลือดไปเลี้ยงที่เท้าน้อย เช่น ภาวะบวม เบาหวาน เส้นเลือดที่เท้าตีบ

การรักษา

การรักษา โรคน้ำกัดเท้า จะแบ่งออกเป็น การรักษาอาการติดเชื้อ และ การรักษาตามอาการ

การรักษาอาการติดเชื้อ  ถ้าเป็นเชื้อรา สามารถรับประทานยาฆ่าเชื้อรา ร่วมกับ ยาทาฆ่าเชื้อราได้  หากเป็นเชื้อแบคทีเรีย อาจต้องประทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

การป้องกันการไม่ให้เชื้อลุกลาม ควรปฏิบัติดังนี้

  • หากเป็นเชื้อรา หรือ แบคทีเรีย หลีกเลี่ยง การสวมรองเท้าที่อับชื้น ไม่มีรูเปิดระบายอากาศ
  • สวมใส่รองเท้าที่สะอาด ซักใหม่ทุกครั้ง แนะนำรองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี ที่ทำมาจากผ้าฝ้ายเป็นหลัก หากมีเหงื่อออกมาก รองเท้าเปียกชื้น แนะนำให้เปลี่ยนระหว่างวัน หรือ ถอดผึ่งเท้า
  • ทำความสะอาดเท้า ขัดลอกเซลล์ผิวหนังที่ตายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวหนังที่ตายกลายเป็นอาหารของเชื้อราและแบคทีเรีย
  • หากรองเท้าที่สวมใส่ มีเชื้อรา แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่ เพราะเชื้อราจะฝังแน่นในซอกรองเท้า ถ้ารองเท้าผ้าควรซักให้สะอาดและผึ่งแดดให้แห้ง รองเท้าหนังให้ผึ่งลมให้แห้ง และผึ่งแดดนานๆ อย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง
  • ผู้ที่มีแผลที่เท้า ควรทำแผลให้หายก่อนที่จะสวมใส่รองเท้า
  • เมื่อทำความสะอาดเท้าแล้ว ให้เช็ดเท้าให้แห้งสนิท สามารถใช้แป้งโรยเท้าตามซอกเท้าเพื่อลดความอับชื้นได้

ดังนั้น โรคน้ำกัดเท้า นั้น เป็นโรคพบบ่อย ในทุกเพศและทุกวัย แต่พบมากในผู้ชายวัยมากกกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่เท้าเท้าเปียกน้ำหรือลุยน้ำอยู่บ่อยๆ   หัวใจสำคัญที่สุด ในการป้องกันโรคน้ำกัดเท้า คือ การดูแลและรักษาความสะอาดของเท้า การหลีกเลี่ยงไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำ หรือสิ่งสกปรก หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรสวมเครื่องป้องกันจะเป็นการดีที่สุด

ด้วยความปารถนาดี จาก โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี
“บริการด้วยหัวใจ ดูแลใส่ใจดุจญาติสนิท

Service by Heart Care as Our Family
โทร.045-429100
เว็บไซต์ http://www.ubonrak.co.th
Line @ubonrak

ขอขอบคุณข้อมูล
www.doctor.or.th www.siamreview.com  www.nectec.or.th  www.thaitravelclinic.com
ภาพประกอบจาก : www.futura-sciences.com  organiqueshop.net

เมระนีเทียนประสิทธิ์.โรคเชื้อราที่ผิวหนังกรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,2474. (หนังสือ) (สืบค้นข้อมูลเมื่อ 10 เม.ย.2557) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ และ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์.2556.โรคน น้ำกัดเท้ำ (Athlete’s foot).(ออนไลน์) แหล่งที่มา:http://haamor.com/th/โรคน้ำกัดเท้า/ (สืบค้นเมื่อ 6 เม.ย. 2557) รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.2538.ฮ่องกง.(ออนไลน์).แหล่งที่มา : http://www.doctor.or.th/article/detail/3911(สืบค้นข้อมูล เมื่อ 6 เมษายน 2557 ) Amin.2011. Kulat Air -TineaPedis – Athlete Foot – Hong Kong Foot.(Internet)from : http://dowhatiwantamin.blogspot.com/2011/03/kulat-air-tinea-pedis-athlete-foot-hong.html(สืบข้อมูลเมื่อ 10 เม.ย. 2557)

Gallery

355 total views, 4 views today

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

การดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด

  • การดูแลประจำวัน

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    การอาบน้ำ :

    อาบด้วยน้ำอุ่น ควรอาบเสร็จภายใน 5-7นาที ในที่ลมไม่โกรก อาบวันละ 2 ครั้ง และสระผมวันละครั้ง ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นม

    การขับถ่าย :

    การถ่ายปัสาวะ หลังถ่ายให้เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง ถ้าปล่อยไว้นานทารกจะตัวเย็น การถ่ายอุจจาระ ทารกที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อย มีสีเหลือง จะมีเม็ดเล็กๆคล้ายเม็ดมะเขือ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง การทำความสะอาดก้น เช็ดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดจากบนลงล่าง ห้ามเช็ดกลับไปกลับมา

    การดูแลสะดือทารก :

    สะดือจะหลุดภายใน 7 – 14 วัน ดูแลให้โคนสะดือ และสะดือ แห้ง เสมอ เช็ดด้วยไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์ วันละ 3 ครั้ง เมื่อสะดือใกล้จะหลุดจะมีเลือดออก ห้ามใช้แป้งและยาโรยสะดือ

    การให้นมบุตร :

    ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2 ชั่วโมง ไม่ต้องให้น้ำตาม เพราะนมแม่มีน้ำเพียงพอ ดูการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

    การทำความสะอาดเสื้อ ผ้าอ้อม :

    ซักด้วยสบู่เ็ด็ก หรือน้ำยาซักผ้าเด็ก ควรแยกซักจากของผู้ใหญ่

  • ภาวะปกติในทารกแรกเกิด

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    การสะดุ้งหรือผวา : เวลามีเสียงดัง หรือเวลาสัมผัส แสดงถึงระบบประสาทที่ปกติ จะพบได้ในทารกที่นอนหลับสนิท และจะพบได้จนอายุ 6 เดือน

    การบิดตัว : ทารกคลอดครบกำหนด มีการเคลื่อนไหวเวลานอนคล้ายผู้ใหญ่บิดขี้เกียจ ทารกจะยกแขนเหนือศีรษะ งอเข่า ตะโพก และข้อเข่า และบิดตัว พบได้ในทารกที่ปกติ ไม่ใช่เกิดจากการชักบิดผ้าอ้อม

    การสะอึก : เกิดจากทารกดูดนมมาก และเร็ว ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ ดันกระบังลม ทำให้สะอึก วิธีแก้ไข โดยไล่ลมในท่านั่ง หรืออุ้มพาดบ่า นาน 5 -5 10 นาที

    การแหวะนม : ทารกแรกเกิด หูรูดกระเพาะอาหารยังทำงานได้ไม่ดี เมื่อดูดนมและดูดกลืนอากาศเข้าไป ทำให้แหวะนมหลังให้นม
    วิธีแก้ ไล่ลมบ่อยระหว่างให้นมลูก โดยอุ้มให้นั่งหรือ อุ้มพาดบ่าหลังให้นม หรือให้นอนศีรษะสูงเล็กน้อย และนอนตะแคงขวานาน ครึ่งชั่วโมง

    ผิวหนังลอก : จะเกิดขึ้นหลังอายุ 1 – 2 วัน จะหายไปราว 2 – 3 วันโดยไม่ต้องให้การรักษา

    ลิ้นขาว : ให้มารดาใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก พันนิ้วก้อยให้แน่น เช็ดลิ้นทารกวันละครั้ง ห้ามใช้ผ้าอ้อมเปื้อนปัสสาวะเช็ดลิ้น

    มีมูกหรือเลือดออกทางช่องคลอด : จะออกใน 3 – 5 วันหลังคลอด และหายไปภายในสองสัปดาห์ เกิดจาก ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากแม่ ที่ผ่านไปยังทารก เมื่ออยู่ในครรภ์ และระดับฮอร์โมนลดลงหลังคลอด

    ผื่นผ้าอ้อม : ผิวหนังมีสีแดงหรือตุ่มหนองเล็กๆ เกิดจากการระคายเคือง จากสิ่งของที่มาสัมผัส เช่น ความชื้นจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระนานเกินไป หรือการคั่งค้างของน้ำยาซักผ้าอ้อม การป้องกัน ดูแลให้ผิวหนังแห้ง อย่าปล่อยให้แช่ปัสสาวะ อุจจาระ ต้องล้างแล้วเช็ดให้แห้งและเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที

    การมีจุดขนาดเล็กสีขาวนวล : บริเวณจมูก ริมฝีปากและแก้ม จะหายไปเองหลังคลอด 1 – 2 สัปดาห์

    การถ่ายอุจจาระบ่อย : ทารกแรกเกิดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อาจถ่ายอุจจาระบ่อย กะปริดระปรอย อาจถ่ายอุจจาระได้ถึง 10 – 20 ครั้งต่อวัน เพราะน้ำนมแม่ ย่อยง่ายและมีน้ำนม หลืองเจือปน ซึ่งจะช่วยระบายท้อง

    การไม่ถ่ายอุจจาระทุกวัน : ภายหลังคลอด4สัปดาห์ น้ำนมแม่จะเป็นน้ำนมแท้ ไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน เนื่องจากนมแม้ย่อยง่าย ทำให้เหลือกากน้อย ทารกที่ดูดนมแม่อาจไม่ถ่ายทุกวัน

    ท้องผูก : หมายถึงการถ่ายอุจจาระเป็นก้อนแข็งทั้งกอง อาการท้องผูกพบบ่อยในทารก ที่เลี้ยงด้วยนมผสม และชงนมไม่ถูกสัดส่วน อาจจางหรือข้นเกินไป หรือให้นมไม่เหมาะสมกับวัย เช่นให้นมสำหรับเด็กโตแก่ทารก

  • อาการผิดปกติที่ต้องพบแพทย์

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    ไข้สูง

    อาเจียนทุกครั้งหลังกินนม

    ท้องอืด

    ท้องเสียบ่อย

    ซึมดูดนมน้อยลง

    ซีด

    ตัวเหลือง ตาเหลือง

    สะดืออักเสบบวมแดง มีหนองออกจากโคนสะดือ

    ชักเกร็ง

  • พัฒนาการลูกน้อย

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    ทารกแรกเกิด 1 เดือน
    ช่วงเดือนแรกของชีวิตทารกส่วนใหญ่จะกำมือแน่น เมื่อจับนอนคว่ำ ทารกสามารถหันศีรษะไปด้านใด ด้านหนึ่งได้ และจะอยู่ในท่างอแขนขา ลำตัว

    การควบคุมศีรษะยังไม่ดีพอ เมื่อจับทารกหงายแล้ว ยกแขนขึ้นศีรษะจะตกไปด้านหลัง

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้ลูกน้อยนอนคว่ำบนที่นอนที่ไม่นุ่มจนเกินไป เพื่อให้ลูกให้ฝึกชันคอ

    ทารกแรกเกิด 2 เดือน
    ทารกเริ่มคลายมือที่กำลัง พยายามยกแขน ไหล่เพื่อจับสิ่งของ ยกศีรษะขึ้นเมื่อจับให้นอนคว่ำและตัวงอ เมื่อนอนคว่ำและทรงตัวให้ศีรษะชันคออยู่ได้ไม่นาน

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    เพื่อให้ลูกนอนคว่ำบนที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป เพื่อให้ลูกได้ฝึกชันคอ และอุ้มพาดบ่าเพื่อให้ลูกได้ฝึกชูคอ ขึ้นมองสิ่งต่างๆ

    ทารกแรกเกิด 3 เดือน
    ระยะนี้กล้ามเนื้อของทารกจะพัฒนาขึ้น เขาหรือเธอจะชอบให้จับอุ้มนั่งหรือพาดบ่านาน ๆ เริ่มมีการ เคลื่อนไหวร่างกายโดยการพยายามชันคอและจะสามารถประคองได้ 45 องศา

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้ลูกนอนบนที่นอนที่ไม่นุ่มจนเกินไปหรือพื้นราบเพื่อให้หัดพลิกคว่ำอย่างปลอดภัย โดยมีคุณดูแล อย่างใกล้ชิดและควรจะอุ้มเด็กหันหน้าออก และเล่นกับลูกโดยชูของเล่นให้คว้า

    ทารกแรกเกิด 4 เดือน
    เริ่มมีการเคลื่อนไหว มีการตอบสนองทางด้านร่างกายมากขึ้น สามารถคว่ำยกศีรษะขึ้นสูง และชันคอได้ 90 องศา โดยใช้แขนยันตัวขึ้น ยกศีรษะตั้งตรงได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    เล่นกับลูกโดยพยายามให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยการหยิบหรือคว้าจับ และก็ยังคงให้แกนอนเพื่อ ฝึกให้ชันคอ โดยต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย

    ทารกแรกเกิด 5 เดือน
    สามารถนั่งได้เมื่อพยุงเล็กน้อย ช่วงนี้จะเริ่มคืบ พลิกคว่ำพลิกหงายได้ ชันคอได้เมื่ออุ้มนั่งตัก หันศีรษะ ไปข้าง ๆ ได้ ในวัยนี้ ทารกจะเริ่มมีการพลิกคว่ำได้แล้ว มีการนอนหมุนตัวไปรอบ ๆ

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ต้องคอยระมัดระวัง อุบัติเหตุตกเตียง ตกเบาะ พยายามจัดสถานที่โล่ง กว้างปลอดภัยให้เด็กคืบ และหาของเล่นสีสด ๆ ชิ้นใหญ่ที่มีเสียงให้เด็กหยิบจับและคืบเข้าไปหา

    ทารกแรกเกิด 6 เดือน
    สามารถนั่งเองโดยใช้แขนยันตัวไว้ กลิ้งพลิกคว่ำหงายเองได้ เมื่อวางสิ่งของห่าง 6 นิ้ว มองตาม 180 องศา ใช้นิ้วจับของได้แต่ไม่ถนัด และเปลี่ยนมือได้สามารถมองเห็นได้ใกล้และไกล ทั้งสองตา ประสานกันได้ดี

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    จับลูกให้อยู่ในท่านั่ง และหาหมอนหรือที่นอนไว้รองรอบข้างตัว เพื่อไม่ให้ลูกล้มและเป็นอันตรายได้ เพราะช่วงนี้เด็กยังนั่งเองไม่ได้นาน

    ทารกแรกเกิด 7 เดือน
    นั่งได้ดีขึ้น คลานได้ มองตามสิ่งของหรือวัตถุได้ดีขึ้น หากคุณจับยืนจะลงน้ำหนักทั้ง 2 ข้าง ใช้นิ้วหยิบหรือเปลี่ยนจับสิ่งของได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    อุ้มให้น้อยลง พยายามให้ลูกนั่งเล่นเอง โดยคุณดูแลอย่างใกล้ชิด หัดให้หยิบของหรือถ้วยหัดดื่มเองเพื่อ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ด้วย

    ทารกแรกเกิด 8 เดือน
    ลุกจากท่านอนได้ นั่งเองได้นาน จับถือขวดนมได้ เมื่อเอาขวดนมใส่ปาก และหยิบขนมปังทานได้ ช่วงนี้แกจะคลานได้เร็วขึ้น

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเด็กเคลื่อนไหวได้แล้ว และในช่วงนี้คุณควรหัดให้เกาะยืน โดยดูแลอย่าง ใกล้ชิด

    ทารกแรกเกิด 9 – 10 เดือน
    นั่งได้มั่นคง คลาน และเกาะยืนได้ ยืนท่าเท้ากาง ขากาง หัวไหล่งุ้มลง เท้ารับน้ำหนักได้ และสามารถหยิบจับสิ่งของเล็กได้โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    หัดให้ถือช้อน ถ้วยน้ำเอง จัดสถานที่และบริเวณให้เด็กได้คลานและหัดเกาะยืนเอง

    ทารกแรกเกิด 11 – 12 เดือน
    ยืนเองได้ชั่วคราว เกาะยืน ก้าวขา 2 ก้าว การใช้ตาและมือ สามารถใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบของเล็ก ๆ ได้ถนัด หยิบของใส่ถ้วยหรือกล่อง

    สิ่งที่คุณแม่ควรทำ
    ให้โอกาสลูกหัดยืนและเดินในที่โล่งกว้าง และหัดให้ลูกหัดหยิบของกินเอง เช่น มะละกอสุก หรือมันต้ม

  • การทำความสะอาดช่องปากทารก

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    สำหรับการเลี้ยงลูกนั้น นมแม่จะมีผลดีต่อสุขภาพในช่องปากของทารก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะน้อยกว่าการเลี้ยงด้วยนมขวด แต่หากจำเป็น ต้องเลี้ยงด้วยนมขวด ควรปฏิบัติดังนี้

    1 ให้ทารกดูดน้ำตามหลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง

    2 ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลาม อย่างรวดเร็ว

    การทำความช่องปากทารก

    ทารกอายุ 6 – 7 เดือน ฟันหน้าเริ่มขึ้น ควรใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้วชุบ น้ำต้มสุกเช็ดเหงือกและฟัน เช้า – เย็น เพื่อทำความสะอาดและเป็นการฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการทำความสะอาดช่องปาก ต่อไปเด็กจะยอมรับการ แปรงฟันได้ดี เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป อาจให้รับประทานฟลูออไรด์เสริมเพื่อ ให้ฟันแข็งแรง แต่จะต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์เท่านั้น เด็กวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม แปรงฟันให้เด็ก โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน

  • ข้อแนะนำมารดา

    โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
    ผู้เชียวชาญด้านกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

    1. การให้นมบุตร……อายุ 2 อาทิตย์แรก ให้กินบ่อยตามความต้องการ กรณีกินนมมารดา แต่ถ้ากินนมผงให้กินทุก 3-4 ชั่วโมง อาทิตย์ที่ 2-4 ให้กินนม ทุก 3-4 ชั่วโมง ทั้งนมมารดาและนมผง

    2. การนอนคว่ำ………บุตรสามารถนอนคว่ำได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ถ้าเพิ่งกินนมเสร็จควรให้นอนหัวสูงประมาณ 1/2-1 ชั่วโมงแล้วค่อยให้นอนคว่ำ โดยที่นอนจะต้องแข็งพอสมควรเพื่อไม่ให้กดจมูกของลูก

    3. ตัวเหลือง…………
    ลูกสามารถมีตัวเหลืองได้ในช่วงแรกเกิด โดยจะเริ่มเหลืองจากหน้าไล่ลงไปถึงเท้าการตัวเหลืองผิดปกตินั้น ถ้า

    1. อาทิตย์แรก เหลืองบริเวณต้นขาและปลายเท้า

    2. อาทิตย์ที่สอง เหลืองบริเวณยอดอก

    3. อาทิตย์ที่สาม มีหน้าเหลืองมากควรพบแพทย์

    4. ผื่น… แรกเกิดถึง 6 เดือน สามารถมีผื่นขึ้นง่าย เนื่องจากผิวหนังลูกที่ไม่แข็งแรง ดังนั้นถ้ามีผื่นขึ้นเป็นๆ หายๆ ใน 1/2 วันยังไม่หายต้องรักษา แต่ถ้ามีผื่นลามขึ้นและไม่หาย 1-2 วัน ถือว่าผิดปกติควรมาพบแพทย์

    5. การเช็ดตา…… ควรใช้สำลีแห้งชุบน้ำอุ่นเล็กน้อย ซับที่หัวตาก็พอ ไม่ควรเช็ดปาดทั้งตา

    6. การเช็ดสะดือ….เช็ดด้วยแอลกอฮอล 70 เปอร์เซ็นต์ ควรดึงสะดือเบาๆแล้วเช็ดในโคนสะดือทุกครั้งเมื่อ เห็นสะดือแฉะ การเช็ดรอบสะดือควรเช็ด วันละ 1-2 ครั้งก็พอเพราะถ้าเช็ดมากจะทำให้ผิวแห้ง

    7. การถ่ายอุจจาระ….. เด็กแรกเกิดช่วง 1-2 สัปดาห์ อาจถ่ายได้ถึง 10 ครั้ง/วัน โดยอุจจาระต้องเหลวหรือคล้ายดอกผักกาด และพออายุ 3-4 สัปดาห์ จะถ่ายอุจจาระลดลงเนื่องจากการดูดซึมลำไส้ดีขึ้น ในบางรายถ่ายวันเว้นวันก็ได้ ( แต่ลักษณะอุจจาระต้องไม่แข็งหรือมีเลือดออกตามมา ) 1-2 เดือนแรก การกินน้ำมากๆ ไม่ได้ช่วยให้ถ่ายเหลวขึ้นกลับทำให้ถ่ายแข็ง หรือไม่ถ่ายอุจจาระถ้าบุตรถ่ายแข็งมากควรปรึกษาแพทย

    8. การขลิบหนังหุ้มปลาย….. ในทารกเพศชายปกติไม่จำเป็น เพราะเสี่ยงกับการติดเชื้อหรือถ้าขลิบไม่ดี จะทำให้จะทำให้อวัยวะเพศชายถูกดึงรั้งได้ ทางการแพทย์จะขลิบกรณีเดียว คือผู้ป่วยปัสสาวะลำบาก

ติดต่อสอบถาม หรือตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับการดูแลประจำวันในทารกแรกเกิด
ได้ที่นี่ค่ะ http://www.ubonrak.co.th/ask-question/

แกลเลอรรี่

432 total views, 1 views today

ไซนัสคืออะไร

ไซนัสคืออะไร

ไซนัสคืออะไร

ไซนัสคืออะไร

โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

ไซนัสเป็นโพรงอากาศในกะโหลก ซึ่งพบได้ที่หัวคิ้ว ขอบจมูก และโหนกแก้ม หน้าที่ปรกติของโพรงไซนัสไม่เป็นที่ทราบที่แน่นอน แต่อาจทำให้

1. กะโหลก
2. เสียงก้อง
3. สร้างเมือกและคุ้มกันให้โพรงจมูก

โดยปรกติเมือกในโพรงไซนัสจะไหลเข้าสู่โพรงจมูก ผ่านเข้าช่องเล็ก ๆ ที่ผนังข้างจมูกเพื่อใช้ในการต่อสู้ เชื่อโรคและระบายสิ่งแปลกปลอมจากจมูกลงสู่ลำคอหรือออกทางจมูก

ไซนัสอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อจมูกเกิดอาการบวม เช่น เป็นหวัด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูก จะทำให้ช่องที่ติดต่อระหว่างโรงจมูก และโพรงไซนัสดังกล่าวอุดตัน ทำให้เกิดการคั่งค้างของน้ำเมือกในโพรงจมูก และเมื่อเชื้อโรคจากจมูกเข้าสู่โพรงไซนัสได้ ( อาจเกิดการสูดน้ำมูกอย่างแรง, หรือสั่งน้ำมูกอย่างแรง ขณะที่จมูกอุดตัน ) เชื้อโรคจะแบ่งตัวและทำให้เกิดการติดเชื้อของโพรงไซนัส และมีหนองเกิดขึ้น ทำให้จมูกยิ่งบวมมากขึ้น จึงเกิดภาวะ “ไซนัสอักเสบ”

อาการ

อาการของโรคไซนัสอักเสบ อาจแตกต่างกันระหว่างในเด็กและผู้ใหญ่โดยผู้ใหญ่จะมีอาการไขสูง, ปวดศรีษะ, และอ่อนเพลียได้มากกว่าในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งไม่ค่อยมีอาการดังกล่าว เมื่อช่องที่ติดต่อระหว่างโพรงไซนัสและจมูกเปิดออกเป็นครั้งคราวหนองและเมือกจากโพรงไซนัส ก็จะไหลลงสู่จมูกและคอ ทำให้เกิดอาการ ดังนี้

1. น้ำมูกไหล โดยสีน้ำมูกอาจะเป็นสีเขียวเหลืองหรือขาวเป็นมูก
2. ไอ เมื่อเมือกหรือหนองไหลลงคอ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
3. หายใจมีกลิ่น
4. คออักเสบ เป็นหวัดบ่อยๆ

การรักษาโรคไซนัสอักเสบ

1. การให้ยาฆ่าเชื้อโรค
2. การลดบวมของโพรงจมูก เพื่อให้หนองในโพรงไซนัส ไหลถ่ายเทออกมาให้หมด

การให้ยาฆ่าเชื้อโรค ( ยาปฏิชีวนะ )

1. ยาที่ให้ฆ่าเชื้อโรคส่วนใหญ่จะเป็นยา Amoxicillin/clavulonic acid, cefaclor, claithromycin, Erythromycin โดยจะให้การรักษานานประมาณ 2-6 อาทิตย์

2.การให้ยาเพื่อลดบวมของโพรงไซนัส โดยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือหรือการให้ยาผ่านจมูก

3.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ซึ่งพบว่าประมาณ 50% ของผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ พบว่าเรื่องมากจากเป็นโรคภูมิแพ้ ดังนั้นผู้ป่วยดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงฝุ่น, หรือสิ่งกระตุ้นคือ ควันบุหรี่ การติดเชื้อจากคนรอบข้าง, การว่ายน้ำในสะที่ไม่ได้มาตรฐานหรือการอยู่ในที่แออัด

โปรดติดตามคอนเทนต์ดีดี สาระน่ารู้ บทความเพื่อสุขภาพ จากโรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี ได้ที่ http://www.ubonrak.co.th/health-articles/

แกลเลอรรี่

457 total views, 1 views today

สุขภาพดี…เริ่มต้นที่ตัวเรา

นพ.เชวง ลิขสิทธ์

นพ.เชวง ลิขสิทธ์

สุขภาพดี…เริ่มต้นที่ตัวเรา

โดย นพ.เชวง ลิขสิทธ์
อายุรแพทย์ โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

“ อโรคยา ปรมาลาภา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ”
ธรรมบทนี้ทุกท่านคงได้ยิน ทราบและปรารถนา ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ครอบครัว คนที่เรารักนะครับ

ปฐมบท ของบทความที่ผมจะโม้ เอ้ย พล่าม เอ้ย เชิญชวนให้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี แก่เราทุกคนคือ “สุขภาพดี เริ่มต้น ที่ตัวเรา” ครับ (จริงๆแล้วอะไรที่ดีๆ มันต้องเริ่มจากตัวเรานั่นแหละ อย่าเพิ่งไปหวังพึ่งคนอื่น)

ก่อนอื่นผมขอแนะนำเล่าแจ้งแถลงไขว่า โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี ของเรา นอกจากจะให้บริการดูแลรักษาโรคแบบองค์รวม (Holistic care) คือ ดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ อย่างมีมาตรฐานสูง มีคุณภาพ และความปลอดภัย กับผู้รับบริการแล้ว เรายังมีการให้บริการ เรื่องส่งเสริมป้องกันโรค คือ โรคที่อาจจะเกิด เช่น โรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไขมัน เก๊าท์ ฯลฯ อาจจะไม่เกิด หรือถ้ามีก็จะบรรเทาเบาบาง ใช้ยาน้อย การพยากรณ์โรคดี คุณภาพชีวิตโอเคครับ มีศูนย์สุขภาพ(HCD) ที่ให้บริการตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจว่า ร่างกายแข็งแรงดี ครบถ้วนหรือไม่.. มีความเสี่ยงจุดไหนที่ควรปรับปรุง ป้องกัน หรืออาจจะพบโรค ที่เริ่มก่อตัวแต่ยังไม่มีอาการครับ

เป็นที่น่าเสียดายว่า คนเราลงทุนอะไรได้หลายอย่างเพื่อความสุข(ทางโลก) เช่น หาเงิน ทำงานหนัก มาซื้อหา จับจ่าย หาอะไรที่เป็นความสะดวกสบาย ไฉไล เพื่อหน้าตา เพื่อดำรงสถานะ (ที่มี หรือไม่มี) ในสังคมยุค 4.0 เช่น รถยนต์ มือถือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ศัลยกรรม ฯลฯ แต่ลืมเรื่องสุขภาพตนเองไป ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด บางท่านทำงาน หามรุ่ง หามค่ำ กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือบางที ไม่ได้กิน กินก็รีบๆ เอาความสะดวกเข้าว่า อะไรๆ ก็ยัดเข้า อุ๊ย โทษขอรับ รับทานเข้าไป โบราณเขายังว่า ทำมา-หากิน นี่ทำมาแล้วไยไม่หากิน (ของดีๆ มีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องแพงซะด้วย) ขอรับ

ผมขอเปิดหน้าบทความครั้งแรก ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ส่วนเรื่อง (ไม่ไร้) สาระที่มีประโยชน์อีกเพียบ จะตามนะครับ

รอติดตามตอนต่อไปนะคร้าบบบบบบบ…

แกลเลอรรี่

278 total views, 1 views today

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่  โรงพยาบาลอุบลรักษ์  ธนบุรี

หวัดดี….แต่ถ้าเป็นหวัดไม่ดีแน่ 

โรคไข้หวัดไข้ เกิดจากอะไร …?

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยการติดเชื้อที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C

  • ไวรัสชนิด A

มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด สามารถติดต่อจากสัตว์พาหะมาสู่คน และจากคนที่ติดเชื้อไปสู่คนอื่น ๆ ทางการไอ จาม และอากาศหายใจที่มีเชื้อไวรัสกระจายอยู่ จึงสามารถแพร่ระบาดได้เป็นวงกว้าง หรือระบาดไปทั่วโลกได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

โครงสร้างของไวรัสชนิด A แตกต่างจากไวรัสชนิดอื่น คือ มีไกลโคโปรตีน 2 แบบ ได้แก่ Hemagglutinin (HA) และ Neuraminidase (NA) โดย HA มีหน้าที่จับกับตัวรับสารของเซลล์แล้วบุกรุกเซลล์ สร้างอนุภาคไวรัสขึ้นมาใหม่ เมื่อติดเชื้อแล้ว NA จะทำหน้าที่ส่งไวรัสที่สร้างขึ้นใหม่แพร่กระจายไปสู่เซลล์อื่น ๆ

โปรตีน HA มีทั้งสิ้น 15 ชนิดย่อย และ NA มี 9 ชนิดย่อย สายพันธุ์ของไวรัสจึงถูกตั้งชื่อตามการจับตัวของโปรตีน อย่างสายพันธุ์ที่มีการระบาดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น H1N1 (ไข้หวัดหมู) H5N1 (ไข้หวัดนก)

  • ไวรัสชนิด B

มักแพร่ระบาดตามฤดูกาลที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการติดเชื้อ อย่างฤดูหนาวและฤดูฝน เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal Flu) อาจแพร่ระบาดได้ในระดับภูมิภาค

  • ไวรัสชนิด C

เป็นการติดเชื้อทางระบบหายใจที่ไม่รุนแรง มีอาการป่วยเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการป่วยเลย ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด

  • ไวรัสชนิด D

เป็นการติดเชื้อที่พบเฉพาะในสัตว์ และยังไม่พบการติดเชื้อที่แพร่มาสู่คน

 

การติดต่อ

เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจากไวรัสกลุ่ม Influenza Virus ที่อาจแพร่กระจายอยู่ในอากาศ หรือเจือปนอยู่ในของเหลว คนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น นำมือที่สัมผัสกับเชื้อมาขยี้ตา สัมผัสน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อจากการใช้ช้อนหรือแก้วน้ำดื่มร่วมกัน ไข้หวัดใหญ่มีระยะฟักตัว 1-4 วัน หลังสัมผัสเชื้อ พบได้ตลอดปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

อาการ

มีไข้ อ่อนเพลีย ไอ มีน้ำมูก คัดจมูก และปวดเมื่อยตามตัว อาจมีปวดศรีษะร่วมด้วย

ใครที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

  • คนที่เป็นโรคอ้วน (BMI มากกว่า 40)
  • เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2ปี
  • สตรีมีครรภ์ อายุครรภ์ตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หอบหืด โรคตับ และโรคไต

 

โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไข้หวัดใหญ่ พบมีโอกาสเข้านอนโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่สูงกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป 5-15 เท่า

การป้องกัน

ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสร้างสุขภาพแข็งแรง

รับประทานอาหารครบ 5 หมู่

กินร้อน ช้อนกลาง

หลีกเลี่ยงและสัมผัสผู้ที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่

ไอ จาม ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

ลดโอกาสป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

เหตุใดจึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

  1. กระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้สูงพอในการป้องกัน
  2. เชื้อไวรัสที่ระบาดในแต่ละปีเป็นเชื้อที่ต่างกัน ดังนั้นจึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนั้นๆ

ด้วยความปารถนาดีจาก โรงพยาบาลอุบลรักษ์  ธนบุรี

“บริการด้วยหัวใจ  ดูแลใส่ใจดุจญาติสนิท”

Service by Heart Care as Our Family

โทร.045-429100  เว็บไซต์ http://www.ubonrak.co.th  Line@ubonrak

432 total views, 1 views today

การฟอกสีฟัน หรือ ฟอกฟันขาว

การฟอกสีฟัน หรือ ฟอกฟันขาว

การฟอกสีฟัน หรือ ฟอกฟันขาว

โดย ทพ.สกณัฐ  วิจินธนวรรณ โรงพยาบาลอุบลรักษ์  ธนบุรี

การฟอกสีฟัน หรือ ฟอกฟันขาวคืออะไร
คือ การกำจัดสีดำ เหลือง ที่ซึมในเนื้อฟันออก ที่เกิดจาก คราบชา กาแฟ อาหาร แต่ฟันบางอย่างเช่น ฟันดำจากฟันตาย หรือ คนไข้เหงือกร่นมากๆ อาจต้องมีการพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่เป็นกรณีไป

มีกี่แบบ
การฟอกสีฟันมี 2 แบบ คือ
1 ฟอกที่คลินิกหรือโรงพยาบาล โดยเริ่มจากการทำความสะอาดฟัน หลังจากนั้นจะลงน้ำยาฟอกสีฟันไว้บนฟัน ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยคนไข้จะต้องนอนนิ่งๆไม่ขยับ ป้องกันน้ำยาไหลไปเปื้อนบริเวณอื่นๆ

2 ฟอกที่บ้าน โดยคนไข้ต้องมาพิมพ์แบบฟันเพื่อทำถาดฟอกสีฟันไปใช้เองที่บ้าน ต่อเนื่อง ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงเห็นผล ฟอกวันละประมาณ 4-8 ชั่วโมง ตามความเข้มข้นน้ำยาที่เหมาะสมกับคนไข้

ความแตกต่างของสองวิธีคือ ฟอกที่คลินิกหรือโรงพยาบาลจะขาวรวดเร็วกว่า เห็นผลทันทีหลังฟอก ขณะที่ฟอกที่บ้านจะใช้เวลายาวนานกว่า แต่ข้อดีของการฟอกที่บ้านคือสามารถซื้อน้ำยาไปฟอกซ้ำได้เรื่อยๆ
ในบางครั้งจะแนะนำให้ฟอกที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ร่วมกับการฟอกที่บ้านด้วยอาทิตย์ละ1 ครั้งเพื่อคงความขาวต่อเนื่อง

ฟันจะขาวแค่ไหนและนานแค่ไหน
โดยทั่วไปฟันจะสว่างขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะขาวมากขึ้นแค่ไหนขึ้นกับสภาพฟันของคนไข้ โดยก่อนรักษาจะมีการเทียบสีฟันเพื่อประเมินว่าหลังจากฟอกขาวมากขึ้นแค่ไหน

ผลข้างเคียงจากการฟอกสีฟัน

จะเสียวฟันในช่วงอาทิตย์แรกหลังจากทำไป แต่อาการจะไม่เป็นถาวร สามารถใช้ยาสีฟันลดเสียวฟันช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ไม่ทำให้เคลือบฟันหรือเนื้อฟันเสียสภาพแต่อย่างใด

466 total views, 2 views today

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ทารกคลอดก่อนกำหนด (preterm) กับปัญหาที่พบบ่อย

โดย นพ.บัลลังก์ ศรีกฤษณรัตน์
โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี

จากคำนิยามของ preterm ทางการแพทย์ หมายถึงทารกที่มีอายุครรภ์ < 37 สัปดาห์ ซึ่งส่วนมากมักจะมีน้ำหนักแรกเกิด < 2500 gm. ซึ่งถ้า น้ำหนักยิ่งน้อยมาก ยิ่งมีโรคแทรกซ้อนมากและโอกาสเสียชีวิตก็จะมีสูงมาก แต่น่ายินดีที่ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตของ preterm ลดลงมาก เนื่องจากการใช้สาร glucocorticoid ให้กับมารดาที่เจ็บครรภ์ก่อนกำหนด อีกทั้งมีความเข้าใจในการดูแลรักษา preterm เพิ่มขึ้นมาก

ทารกคลอดก่อนกำหนดจะเสียเปรียบเด็กคลอดครบกำหนดมาก เนื่องจากอวัยวะทุกอย่างไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้งานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงภูมิคุ้มกันการติดเชื้อจากมารดาที่จะส่งผ่านรกจะมาก ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 32-36 อาทิตย์ ทำให้ preterm ที่คลอดอายุครรภ์น้อย ๆ มีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นไปอีก สำหรับปัญหาที่มักพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดมีดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิ

เนื่อง จากทารกมีการสูญเสียความร้อนออกมาทางผิวหนัง และถ้าเทียบพื้นที่ของผิวหนังกับน้ำหนักตัวพบว่า ยิ่ง ทารกน้ำหนักตัวยิ่งน้อยพื้นที่ผิวหนังเทียบสัดส่วนกับน้ำหนักตัวยิ่งมากดัง นั้นทำให้สูญเสียความร้อนเพิ่มขึ้นมาก และอีกทั้งทารกคลอดก่อนกำหนดมีจำนวนไขมันทีให้พลังงานความร้อนในตัวเองไม่ มาก จึงทำให้มีโอกาสตัวเย็นได้ง่าย ดังนั้นเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดที่ น.น< 1800 gm จึง มักต้องอยู่ในตู้อบเพื่อควบคุมอุณหภูมิ

2. ปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ

โดยปรกติทารกแรกเกิดถ้าคลอดก่อนกำหนดบางรายศุนย์กระตุ้นหายใจไม่ทำ งานทำให้มีการหยุดหายใจได้ ซึ่งจะต้องได้รับยากระตุ้นให้หายใจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องปอดที่ยังไม่เจริญสมบูรณ์ ทำให้เกิดโรคระบบหายใจวายได้ง่าย

3. ปัญหา การติดเชื้อ

ซึ่งปรกติทางรกคลอดก่อนกำหนดระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ เม็ดเลือดขาว ระบบอิมมูนในร่างกาย อีกทั้งผิวหนังจะบางมากทำให้เชื้อโรคแทรกตัวเข้าในผิวหนังได้ง่าย จึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย และมักเป็นอาการรุนแรงมากกว่าเด็กทารกที่ครบกำหนด

4. ระบบ หัวใจ

เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณใกล้หัวใจ (PDA) ยังจะไม่ปิดสนิท ซึ่งถ้าหลังคลอดแล้วเส้นเลือดยังไม่สามารถเปิดขึ้นมาใหม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกมีหัวใจวายได้ง่ายซึ่งอาจรุนแรงจนต้องผ่าตัด เพื่อปิดเส้นเลือดดังกล่าว

5. ปัญหาการให้ออกซิเจน

ปกติออกซิเจนที่ให้กับทารกสามารถทำปฏิกิริยาเกิดสารซุปเปอร์ออกไซด์ ซึ่งมีพิษต่อเนื้อ ปอด และ จอประสาทตาของทารกคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง (BPD) หรือประสาทตาผิดปรกติ (ROP)

6. ปัญหาเลือดออกในช่องสมอง

ซึ่งพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดที่น้ำหนักตัวน้อย ยังน้ำหนักตัวเองน้อยยังมีโอกาสเกิดมากขึ้น ซึ่งบางรายอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้

7. ปัญหาทางโภชนาการ และการกิน

เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสที่ลำไส้เน่า (NEC) ได้สูงจากสาเหตุ 3 ปัจจัย คือ

7.1 ภาวะลำไส้ขาดเลือด

7.2 นมที่กิน

7.3 การติดเชื้อ

อีกทั้งลำไส้ทารกถือเป็นส่วน ที่ยาวมากที่ยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นการปรับตัวของลำไส้มักจะต้องใช้เวลา มากจึงค่อย ๆ ให้อาหารทารกอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ NEC ที่จะเกิดขึ้น เห็นไหมครับว่าทารกคลอดก่อนกำหนดจะมีข้อแทรกซ้อนอย่างมากใน การดูและ ทางที่ดีคุณแม่ขณะตั้งครรภ์บุตรช่วง 1-2 เดือนสุดท้าย ควรระมัดระวังภาวะหรืออาการผิดปรกติทุกอย่างที่จะ กระตุ้นให้มีการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาสูติแพทย์จะดีที่สุดครับ

โปรดติดตามคอนเทนต์ดีดี บทความเพื่อสุขภาพ จากโรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี ได้ที่ http://www.ubonrak.co.th/health-articles/

811 total views, 5 views today

รู้ยัง!! เล่นมือถือก่อนนอนเสี่ยงสุขภาพแย่

รู้ยัง!! เล่นมือถือก่อนนอนเสี่ยงสุขภาพแย่

การเล่นโทรศัพท์มือถือก่อนเข้านอนนับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนสมัยนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่รู้ไหมว่าการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้เชียวนะ

  • ทำให้นอนไม่หลับ
  • เป็นโรคต้อหิน ต้อลม และจอประสาทเสื่อม
  •  ตาบอด
  •  เสี่ยงต่อโรคอ้วน 
  • เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อลูกหมาก

         ดังนั้น เพื่อ “สุขภาพที่ดี” ควรงดเล่นมือถือก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับการทำงานของดวงตาเข้าสู่การพักผ่อน หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานมือถือควรใช้อุปกรณ์ที่สามารถป้องกันแสงสีฟ้า เช่น แผ่นกรองแสงถนอมสายตาจากแสงสีฟ้า หรือแอพพลิเคชั่น Night Shift ที่ช่วยตัดแสงสีฟ้า เป็นต้น เพื่อถนอมสายตาและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

รู้ยัง!! เล่นมือถือก่อนนอนเสี่ยงสุขภาพแย่

รู้ยัง!! เล่นมือถือก่อนนอนเสี่ยงสุขภาพแย่

254 total views, 1 views today

สอบถามได้เลยค่ะ
Loading...